เที่ยว Ship Hi : ญี่ปุ่น : วันที่ ๑ (วันแรก) จากบางกอกไปนาริตะ ไปคมบังวะที่ชินจูกุ

วันที่ ๒๐-๒๑ พ.ย. ๒๕๕๙

วันนี้เป็นวันเริ่มออกเดินทางวันแรก เป็นเรื่องที่น่าตื่นเต้นเอามากๆ ทั้งๆที่เราเตรียมตัวมากันหลายเดือนแล้ว แต่หลายๆอย่างก็เหมือนบังไม่ค่อยจะชัดเจนเท่าไหร่ อย่างเช่นการจะไปซื้อ ตั๋วต่างๆในโซนที่เราวางแผนไปเที่ยวเอาไว้ รวมไปถึงวิธีใช้ Pass ต่างๆ เอาเป็นว่าเดี๋ยวค่อยไปว่ากันหน้างานทีเดียว สำหรับการไปญี่ปุ่นครั้งนี้บองผมไม่ใช่ครั้งแรกแต่เป็นครั้งที่สามแล้ว แต่ก็แต่อีกนั่นหละ ครั้งนี้เป็นครั้งแรก เอ๊ะ อ่านแล้วก็งงๆสินะ เอาเป็นว่าเป็นครั้งแรกที่จะไปเที่ยวด้วยตัวเองก็แล้วกัน น่าจะเข้าใจง่ายกว่าเนอะ

เวลาประมาณ ๑๘.๐๐น. เราเริ่มออกเดินทางจากคอนโด โดยรถแท็กซี่ของ Grab Taxi ถึงสนามบินดอนเมืองประมาณ ๑๙.๐๐น. เราก็ทำการตรวจกระเป๋า เชคอิน แล้วก็ผ่าน ตม. ไปเดินเล่นใน Duty Free ของสนามบิน แบบชิวๆ


๒๓.๔๕น. เครื่องออกจากสนามบินดอนเมือง โดยสายการบิน AirAsia X ที่ปลุกเราตั้งแต่ตีสี่ เวลาไทย ขึ้นมาเตรียมตัวเข้าห้องน้ำห้องท่าให้เรียบร้อย ถึงสนามบินนาริตะ ประเทศญี่ปุ่นวันที่ ๒๑ พ.ย. ๒๕๕๙ ประมาณ ๗.๓๐น. เวลาญี่ปุ่น กับตันแจ้งว่าเราถึงก่อนกำหนดประมาณ ๓๐ นาที แสดงว่ากับตันของเราซิ่งมาก อาจจะเคยขับรถแข่งมาก่อนก็เป็นได้

ท้องฟ้าก่อนเครื่องลง แจ่มใส อากาศน่าจะดี กับตันแจ้งว่าที่สนามบินอุณภูมิประมาณ ๗ องศาเซลเซียส


ถึงแล้วสนามบินนาริตะ อากาศเย็นสบาย




ถึงสนามบินนาริตะ TERMINAL 2 เรารับกระเป๋าเสร็จแล้วออกมาที่โถงรอผู้โดยสาร มองหาป้าย JR เพื่อไปขึ้นรถไฟ Narita Express หรือ N'EX เพื่อเข้าเมือง ซึ่งเคาท์เตอร์ขายตั๋วอยู่ที่ชั้น Basement ต้องลากกระเป๋าลงบันไดเลื่อนไปเพื่อไปซื้อตั๋วรถไฟ N'EX พร้อมกับ JR TOKYO WIDE PASS เพื่อใช้ในวันถัดไป อนิจจัง ล้อกระเป๋าเดินทางเกิดแตกซะอย่างงั้น เป็นนิมิตรหมายอันดีสำหรับการเดินทางครั้งนี้จริงๆ แต่โชคดีอย่างนึงที่ส่วนที่แตกนี่เป็นแค่ยางหุ้มล้อเท่านั้นเอง ยังลากได้ ถึงจะเสียงดังกุกกักก็ตาม ทนต่อไปทาเคชิ

กระเป๋าเดินทางล้อแตก


ความระยำที่ตามมาในไม่ช้า มือจับกระเป๋าเดินทางหลุดอีก



บัตรนาริตะเอ็กเพรส เอาไว้ใช้ตอนขากลับ



หลังจากเราได้ตั๋ว JR TOKYO WIDE PASS กับ ตั๋ว N'EX มาแล้ว ก็เดินตามหาตั๋ว TOKYO SUBWAY PASS 24 HOURS ซึ่งซื้อได้ที่ชั้น 1 เคาท์เตอร์ขายพวก BUS SERVICE

ตั๋ว TOKYO SUBWAY


ได้ตั๋วครบแล้ว เราก็เดินจะไปลงบันไดเลื่อน เพื่อไปนั่งรถไฟ แต่... ขอเข้าห้องน้ำแป๊ปนึงเพื่อปลดปล่อยสิ่งปฏิกูลไปเป็นอิสระจากร่างกาย    ออกมาจากห้องน้ำ รู้สึกหวิวๆ เหมือนอะไรหายไป ชิบหายละ ถุงของที่ซื้อจาก Duty Free ที่ไทยหายไป ข้างในมีน้ำหอม เครื่องสำอางต่างๆ มูลค่าเกือบหมื่น  เดินหาจนทั่ว สุดท้ายไปหาที่เคาท์เตอร์ขายตั๋ว BUS SERVICE ก็ถุงตั้งตระหง่านอยู่หน้าเคาท์เตอร์ เลยอุ่นใจไป เป็นดอกที่สองของรางไม่ดีในทริปนี้จริงๆ เดินกลับมาที่ที่นั่งหน้าห้องน้ำเพื่อจัดการกับสัมภาระต่างๆ ไม่ถึง 5 นาที แฟนผมหามือถือไม่เจอ เคราะห์กระหน่ำกรรมซัดอะไรวะเนี่ย ให้เข้าไปหาที่ห้องน้ำก็ไม่เจอ สุดท้ายต้องเดินไปดูที่ BUS SERVICE COUNTER อีกครั้ง ประากฏว่าเจ้คนขายตั๋วเก็บไว้ให้ เฮ่อออ ดอกที่สามเข้าไปแล้ว นี่ขนาดยังไม่ทันได้เดินทางไปไหนเลยนะ ทำเอาใจคอไม่ดีซะแล้ว แต่ในที่สุดเราก็จัดการกับสัมภาระของเราเรียบร้อยพร้อมเดินทางต่อ โดยลงไปที่ชั้น B2 เพื่อรถรถไฟ NARITA EXPRESS ไม่นานรถไฟก็มา เราได้เข้าไปนั่งในรถไฟอย่างสบายใจ หมดกังวล  


ด้วยความเหนื่อยล้าอกหลับอดนอน พอขึ้นรถไฟได้ก็ของับสีกหน่อย เลยไม่ได้ถ่ายรูปรถไฟสักเท่าไหร่



จากสนามบินนาริตะ ใช้เวลาประมาณ 2 ชั่วโมง ถึง Shinjuku Station จากนั้นเราเดินออกจากสถานีโดยมองหาป้าวย East Exit โดยทางออกที่เราใช้จะเป็นประตูที่เขียนว่า Kabukicho ซึ่งเป็นย่านที่จะคึกคักอย่างมากในยามราตรี เหมาะกับคนที่ไม่ค่อยอยากหลับอยากนอนอย่างเราเป็นที่สุด ที่พักที่เราเข้าพักสำหรับตลอดทริปนี้ก็คือ APA Hotel สาขา Shinjuku อยู่ใกล้ๆ กับโรงหนัง Shinjuku Toho (หาง่ายมากเพราะมีก๊อดซิล่าโผล่หัวมารอต้อนรับตลอดเวลา) ถ้าเดินมาจากทาง Shinjuku Station เข้าซอยเดียวกับที่มีร้าน Don Quijote (ดองกี้) อยู่ที่หัวมุมปากซอย เดินตรงปรี่เข้ามาจะเจอโรงหนัง Toho เดินไปทางซ้ายผ่านด้านข้างโรงหนัง APA Hotel จะอยู่ตรงเวิ้งทางซ้ายมือ มองไปเห็นแดงๆ นี่ใช่เลย

Don Quijote (ดองกี้ สาขา Shinjuku)

APA HOTEL ถ่ายตอนกลับมาที่พักอีกครั้งตอนกลางดึกแล้ว


มาถึง APA Hotel ตอนประมาณ ๑๒.๐๐น. ก็เข้าไปติดต่อ เคาท์เตอร์หวังว่าเค้าจะเห็นใจสักกะนิดนึงให้เช็คอินก่อนเวลา แต่กฏระเบียบของคนที่นี่เราต้องน้อมรับด้วยความสมัครใจ เพราะพนักงานบอกว่าถ้าเช็คอินก่อนก็สามารถทำได้ (จังหวะนี้เราตาลุกวาวดีใจ กะจะขึ้นไปอาบน้ำให้ชุ่มปอด) "แต่ทางโรงแรมชาร์จเพิ่มนะครับ" (อ่าว) ด้วยความเด็ดเดี่ยวของเราก็เลยพูดสวนกับพนักงานไปทันทีเป็นภาษาอังกฤษที่แปลเป็นไทยได้ว่า งั้นขอฝากกระเป๋าเอาไว้ก่อนแล้วกันครับ เดี๋ยวถึงเวลาเช็คอินแล้วจะกลับมาแล้วกัน พนักงานก็เลยจัดการติดแท็กกระเป๋าให้เรียบร้อยพร้อมออกใบรับกระเป๋าเผื่อเวลามาเอากระเป๋าจะได้เอาได้ถูกใบ


เดินออกจากโรงแรมแบบเฟ้งฟ้างว่าจะไปไหนก่อนดี แวะเข้าไปหาห้องน้ำเข้าในโรงหนัง Toho สักนิด ได้บรรยากาศโรงหนังคล้ายๆ กับโรงหนังชื่อดังบ้านเรา โคมไฟสวยๆแปลกตาสไตล์ญี่ปุ่นที่ห้องโถง ให้บรรยากาศแบบญี่ปุ๊นญี่ปุ่น











สุดท้ายความเคว้งคว่้างอันไกลโพ้นได้นำพาให้เราตัดสินใจไปเดินดูร้านขายตั๋วถูกใกล้ๆ Uniqlo แถวๆ ทางออก Shinjuku Station ฝั่ง South Exit ตามที่เคยมีคนชื่อวิวซัง(คนที่ปากตุ่ยๆ เหมือนโดนมดกัดมานั่นหละ) แนะนำไว้ในยูทูป แต่พอมาถึงร้านจริงๆ ก็เล่นเอางงไปไม่ถูก เพราะร้านตั๋วถูกเค้าเขียนเป็นภาษาญี่ปุ่นทั้งร้านจริงๆ เราก็เลยเดินไปเดินมาแถวนั้นแบบไร้จุดหมาย เข้า Uniqlo บ้าง สุดท้ายเลยตัดสินใจไหนๆ ก็เหลือเวลาอีกเยอะแยะ ไป Odiba เลยละกัน

ร้านขายตั๋วถูกย่านชินจูกุ

จาก Shinjuku Station เราก็ลงไปซื้อบัตร Suica ตามตู้ขายบัตรกันก่อน โดยบัตรนี้ใช้ขึ้นรถไฟ ไปรถเมย์ หรือกระทั่งซื้อของใน 7/11 ก็ยังได้ แต่ราคาปรกตินะไม่มีส่วนลดอะไรพิเศษ มีแต่ความสะดวกสบายในการใช้ เหมาะสำหรับใช้เดินทางนิดๆ หน่อยๆ เท่านั้นเอง หรือใครเอามาใช้เพื่อความสะดวกในการเดินทางแบบตังเหลือๆ ไม่ต้องคืดเรื่องราคาตั๋วก็โอเครนะ การซื้อบัตรก็ไม่ยากครับ เดินหาตู้อัตโนมัติตามสถานีรถไฟได้เลย มันจะมีบัตรอยู่สองยี่ห้อก็คือ PASSMO กับ SUICA กับตู้แค่สองแบบเท่านั้นหละ แบบซื้อใหม่กับเติมเงิน (แบบเติมเงินมีสองแบบนะ แบบสอดบัตรเข้าไป กับอีกรุ่นไม่รู้เก่าหรือใหม่กว่า ที่เป็นไฟสีฟ้า อันนั้นวางบัตรไว้ที่ไฟสีฟ้าๆได้เลย แล้วกดเมนูภาษาอังกฤษ ไม่ยากครับ) เราเลือกซื้อบัตร SUICA เพราะมัรครอบคลุมพื้นที่การใช้งานมากกว่า

หน้าตาบัตร Suica เป็นรูปนกแพนกวินน่ารักๆ รึป่าวไม่แน่ใจ

วิธีไป Odaiba จาก Shinjuku 

จาก Shinjuku Station นั่งสาย Yamanote Line ไปลง Shimbashi Station ราคา 200เยน ไปนั่งรถไฟสาย Yurikamome Line (เป็นรถไฟล้อยางไร้คนขับ เราสามารถขึ้นไปนั่งด้านหน้าขบวนได้ ให้ความรู้สึกเหมือนเป็นคนขับเอง หรา...) ไปลง Odaiba Station ราคา 320เยน  


บนรถไฟ JR Yamanote Line ไปลง Shimbashi Station




ตั๋ว Yurikamome Line



Yurikamome Line : นั่งหน้าสุดจะได้บรรยากาศอีกแบบ



 




ด้านหลังคือ สถานีโทรทัศน์โตเกียว หน้าตาเหมือนเคยเห็นในหนังการตูนหลายๆ เรื่อง






จากนั้นเดินต่อไปที่ห้าง Driver City ที่มีหุ่นกันดั้มตัวใหญ่ยืนตระหง่านอยู่ ระหว่างทางก็มีใบไม้เปลี่ยนสีให้ดูบ้างเล็กน้อย แต่ด้วยพื้นที่ติดทะเล ทำให้ที่นี่หนาวมาก เพราะลมเย็นๆ ที่โหมกระหน่ำ


กันดั้มยืนตระหง่านหน้าห้าง DRIVER CITY















เดินเข้าไปในห้าง DRIVER CITY ชั้นล่างสุดจะมี FOOD HALL ก็เลยจัดมื้อแรกที่โตเกียวของเราด้วย ทาโกะยากิ ร้าน GINDACO (ร้านนี้มีสาขาใกล้ๆ กับที่พักของเราด้วยนะ) อากาศหนาวๆ กับทาโกะยากิ อุ่นๆ FOOD HALL ที่นี่จะมีวิธีทำให้คนเรามีระเบียบวินัยก็ตรงที่ทุกๆ ร้านจะมีช่องเราจานไปคืน กินร้านไหนคืนร้านนั้นสร้างระเบียบวินัยให้กับตัวเอง กินแล้วก็เก็บเข้าที่ ไม่จำเป็นต้องมีใครมาให้บริการ มองในแง่หนุ่งก็เป็นการฝึกวินัยไปในตัว เพราะทำให้เรากินอาหารแบบโต๊ะไม่เลอะ ถ้าเลอะก็อายชาวบ้านเค้า แล้วยังให้เรารู้จักรับผิดชอบต่อสังคมด้วย ไม่ใช่กินเสร็จแล้วสะบัดตูดหนีไม่สนใจใยดี นับเป็นข้อดีของญี่ปุ่นที่ฝึกให้คนมีวินัย











กินเสร็จเดินออกหน้าห้าง เจอกันดั้มตัวเดิมยืนอยู่ก็เลี้ยวขวา เดินตรงไป ถึงแยกแล้วเลี้ยวขวาอีกที เดินไปประมาณ 300 เมตร ก็เจอกับเทพีเสรีภาพฉบับย่อส่วน ยืนโชวน์คบเพลิงอยู่ที่หน้าหาด
















งานออกแบบอาคาร ช่องระบายอากาศมีปูนปั้น กันฝนกันหิมะ เท่ไม่เบาเหมือนกัน




เดินเที่ยวสักพักเราก็นั่งรถไฟย้อนกลับ แบบมาทางไหนก็กลับทางนั้น สั้นๆ ง่ายๆ เป็นวันที่เริ่มต้นทริปแบบชิวๆ เพราะ ๑๕.๐๐น. ต้องไป เช็คอินโรงแรมให้เรียบร้อยก่อน อาบน้ำอาบท่าสักหน่อย ที่สำคัญรู้สึกเหมือนยังไม่ได้แปรงฟันเลย บรึ๋ย

พอเช็คอิน รับสัมภาระคืนแล้ว ทางเคาท์เตอร์ก็จะให้บัตรมา 1 ใบ เพื่อเช็คอินผ่านตู้อัตโนมัติครับ ที่นี่มีอะไรที่อัตโนมัติได้นี่เค้าทำหมด ขั้นตอนก็ไม่ยากครับ กดเป็นภาษาอังกฤ แล้วกดข้ามเมนูที่ให้ซื้ออาหารเช้าไป แต่ใครอยากซื้อก็ได้ครับ ผมก็กดข้ามๆ ไป เพราะกลัวตื่นไม่ทันกินอาหารเช้านั่นเอง ฮ่าๆ กดผ่านไปเรื่อยๆ ก็จะเจอเมนูว่ารับบัตรเข้าห้องกี่ไป ก็จัดไปปครับ มี 1 กับ 2 ใบ แน่นอน จัดไป 2

ขึ้นลิฟท์มาชั้นบนออกจากโถงลิฟท์มาก็จะเจอโถงทางเดินกลางอาคารครับ สังเกตุดีๆ มีโครงสร้างแปลก เอาไว้รองรับแผ่นดินไหวด้วย ในญี่ปุ่นนี่ผมเห็นหลายที่ ที่มีโครงสร้างแบบนี้นะ เป็นวานออกแบบโครงสร้างที่ถึงจะไม่สวย (ขออภัยถ้าใครมองว่าสวยด้วยนะครับ) แต่เน้นการใช้งานจริงๆ ครับ





ภายในห้องก็ตามสไตล์ห้องพักในโตเกียวครับ ไม่เล็กไม่ใหญ่ พอดีตัว ไม่อึดอัด เคยไปเที่ยวฮ่องกงแล้วพักห้องถูกๆ คืนละพันนี่ อ่างล้างหน้าล้ำมากลางชักโครกเลยทีเดียว เรียกว่า นั่งอุ๊อยู่นี่แปรงฟันไปพร้อมกันได้เลย แต่ถ้าจะอาบน้ำก็นั่งอาบบนชักโครงครับ แต่ที่นี่สบาย ฟังชั่นกับพื้นที่ เรียกว่าใช้ได้อย่างคุ้มค่า และไม่คับแคบเกินไปนัก 


เตียงนอนนุ่งสบาย (แต่แอร์ห้องนี้เดี๋ยวร้อนเดี๋ยวหนาว)


อีกด้านของเตียง มี ทีวี ให้ดู เป็นภาษาญี่ปุ่น (แน่หละ)


กะว่ากลับมาพักสักชั่วโมงสองชั่วโมง นอเพลิน ตื่นมาสองทุ่มกว่า ที่ญี่ปุ่นนี่มืดไวมากนะ สี่โมงเย็นนี่เริ่มมืดละ พอตื่นมาก็เริ่มหิวทีนี้ ตอนเตรียมทริปได้หนังสือมา 1 เล่มของคุณอุ้ม ที่นำเที่ยวรายการ มาจิเด๊ะเจแปน เอาไว้หาของกินตามย่านต่างๆ ก็ได้ร้านขายไก่ทอด ชื่อ Yamachan อ่านว่าอะไรไม่รู้ น่าจะ "ยามาฉัน"  เพี้ยนจากภาษาไทยว่าอย่ามาขัน นะ กูจะแดรกปีกมึงเดี๋ยวนี้ล่ะ (อันหลังนี่มั่วล้วนๆ) กินกับเบีย ร้านอยู่ใกล้ๆ ที่พักนี่หละเดินออกมาจากซอย เจอร้านดองกวี้ ก็เลี้ยวซ้าย เดินไปอีกประมาณ 300 เมตร เกือบถึงสี่แยกไฟแดง มองหาป้ายรูปมนุษย์ไก่ ก็จะเจอได้ไม่ยาก ที่ร้านมีเมนู ภาษาไทยด้วยนะ แต่มีแค่ไม่กี่เมนูที่มีไทย นอกนั้น เดาเอาล้วนๆ


ที่เลือกเข้าร้านนี้เพราะเห็นป้าย THAI MENU ด้วยนะ แต่เอาเข้าจริงๆ มันก็ไทยแค่ไม่กี่เมนู ดีที่มีภาษาอังกฤษให้พอเดาได้บ้าง



โลโก้ที่แก้วเบียนี้คุ้นๆ เหมือนจะมีสาขาที่สุขุมวิทบ้านเราด้วยนะ


ไข่หวานม้วน แม่งคือไข่เจียวนี่หละ

ไก่ทอดสูตรต้นตำรับ อร่อยมาก กินกับเบียเย็นๆ นะ ฟินเลยทีเดียว

ไก่ทอดสูตรแบบชุบซอสญี่ปุ่นก่อนทอด รสชาติแบบว่า......... ขอสั่งมาชิมชินเดียวได้มั้ยวะครับ

กระโถนปริศนา



ตอนแรกก็แอบสงสัยว่าไอ้กระโถนใหญ่ๆ นี่เค้าเอาไว้ทำอะไรกัน เดาเองว่าใส่กระบวยตักน้ำซุบ สุดท้ายส่องโต๊ะข้างเคียงก็เลยถึงบางอ้อว่า ไว้ใส่กระดูกไก่นั่นเอง เอ๊ะ หรือไม่ใช่หว่า

กินเสร็จเราก็แวะเข้า ร้าน BiG CAMERA หาซื้อแบตกล้องเพราะวันนี้แบตหมดไวมาก ต้องหาสำรองไว้อีกอัน ได้มาราคาถูกกว่าบ้านเรา 6-800 เลย 
จากนั้นไปร้านดองกี้ สำรวจของในร้านสักนิดก่อนกลับห้องพักผ่อน





โรงหนัง Shinjuku Toho ด้านบนมีก๊อดซิล่่าตัวใหญ่มองมาที่ทางเดิน เหมือนกับว่าจะพ่นไฟใส่คนเดินถนน







ความคิดเห็น

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

ร้านอาหารอร่อยแถวศาลาว่าการ กทม.

2017.04.15 ร้านอาหารบ้านไม้ชายน้ำ