หม่น / 20100429

ผมเดินอยู่บนเส้นทางที่คนรอบข้างค่อยๆ จากไปทีละคน

-1-

ห้าปีก่อน บรรยากาศยามค่ำคืนท้องฟ้าที่ดูหมองหม่นผิดปกติ ก้อนเมฆสีเทาดำลอยอยู่เบื้องบน ไร้ซึ่งแสงดาวที่เคยส่องประกายพร่างพรายทั่วท้องฟ้า มือข้างขวาของผมยังคงกำโทรศัพย์มือถือไว้แน่น พร้อมทั้งรอยยิ้มที่มีความสุข รอบยิ้มที่มาจากหัวใจที่ได้คุยกับคนรักซึ่งอยู่ห่างไกลกว่าสี่ร้อยกิโลเมตร หลังจากที่ความจำเป็นทำให้ผมต้องเข้ามาเรียน มหาวิทยาลัย ที่กรุงเทพฯ โดยทิ้งเธอไว้เบื่องหลัง แต่ผมยังคงโทรหาเธอทุกวัน วันละสามเวลา ราวกับกินอาหารวันละสามมื้อ ไม่มีวันไหนที่ผมไม่ได้ยินเสียงเธอ

คืนนี้ก็เช่นกัน ผมโทรเข้าไปหาเธอเหมือนทุกวัน น้ำเสียงที่สดใสเปร่งประกายความน่ารักของเธอเช่นเคย แม้ไม่ได้เห็นหน้าเธอแต่ จิตนาภาพในสมองซีกซ้ายของผมก็ได้ทำงานอีกครั้ง ภาพหน้าตาที่เปี่ยมด้วยรอยยิ้มสดใสปรากฏขึ้น ดวงตาที่ใสแวววับราวกับลูกแก้วของเธอนั้น ทำให้ผมไม่มีวันลืม ผิวที่ขาวเนียนสดใสไร้ริ้วรอยในจินตนาการของผมทำให้ผมอยากสัมผัสเธอ เข้าไปโอบกอดไว้ในอ้อมแขน ถ่ายทอดความอบอุ่นสู่กันและกัน

หลังจากที่คุยกับเธอได้พักใหญ่ นาฬิกาแสดงเวลา สามทุ่มสิบห้า เราจบการสนทนาไว้เพียงเท่านั้น เหตุเพราะเธออยู่บ้านเพื่อน และกำลังจะเดินทางกลับบ้าน คำพูดสุดท้ายที่ผมได้พูดกับเธอในคืนนั้น ตราตรึงในความทรงจำไม่มีวันลบเลือน

เดี๋ยวห้าทุ่มพี่โทรไปหาใหม่นะ กลับบ้านดีๆล่ะ

ค่ะ บ๊ายบายค่ะ เธอตอบด้วยน้ำเสียงสดใส ก่อนที่จะวางสายไป

เป็นใครก็คงมิอาจจะคาดเดาได้ว่านี่จะเป็นคำพูดสุดท้ายที่ผมจะได้ยินจากเธอคนนั้น

ห้าทุ่มห้านาที ผมเดินกระสับกระส่ายในห้องพักใกล้กับมหาวิทยาลัย มือข้างขวายังคงถือโทรศัพย์มือถืออยู่ หลังจากที่กดหาเธอสอง สามครั้ง แต่เข้าระบบฝากข้อความ ราวกับเธอจงใจปิดเครื่อง ซึ่งแน่นอน ไม่เคยมีครั้งในตั้งแต่คบกันมา ที่เธอจะปิดเครื่องมือถือ

เที่ยงคืนสามสิบนาที ผมล้มตัวลงนอนที่เตียงนุ่มๆ ในห้องนอนของผม เปลือกตาเริ่มปิดจากความเหนื่อยล้าของการใช้ชีวิตเฉกเช่นทุกวัน แต่วันนี้ในใจกลับว้าวุ่น สับสนอย่างบอกไม่ถูก บรรยากาศรอบๆ ช่างดูอึมครึมไม่สดใสชอบกล ราวกับการที่ติดต่อเธอไม่ได้นั้น ทำให้โลกของผมหมองมัวลงไปโดยสิ้นเชิง แต่ความเหนื่อยล้าก็เริ่มเกาะกิน ผมหลับไปตั้งแต่เมื่อไหร่นั้นมิอาจจะทราบได้ จำได้แค่เพียงว่ามือข้างขวายังคงถือโทรศัพย์มือถืออยู่เช่นเดิม

ตีหนึ่งยี่สิบนาที เสียงเพลงจากโทรศัพย์มือถือของผมดังขึ้น ปลุกผมจากนิทรา ความมึนงงเพราะความง่วงนั้นยังคงเกาะกินผมอยู่

ผมยกมือถือขึ้นมาดู เป็นชื่อเพื่อนคนนึงที่อยู่โคราช ผมเริ่มตั้งสติได้และกดรับและพูดขึ้น

ฮัลโหล มีไรวะมึง ทำไมโทรมาซะดึกเลยวะ น้ำเสียงของผมไม่ค่อยพอใจเท่าไร่ที่ถูกปลุกให้ตื่นจากนิทรา

นี่มึงรู้มั้ย... ว่าเกิดเรื่องแล้วเว้ย!” เพื่อนของผมพูดด้วยเสียงที่สั่นเทาราวกับอยู่ในเหตุการณ์ร้ายแรง ในสมรภูมรบอย่างไงอย่างงั้น

เกิดเรื่องอะไรวะ

น้องหมวย เสียแล้วเว้ย!”

เห้ยอย่ามาล้อเล่นน่ะ

กูพูดจริงๆโว้ย น้องเค้าถูกรถชนเมื่อตอนประมาณสี่ทุ่มนี่เอง

ผมแน่นิ่งไป เหตุด้วยสติสัมปะชัญญะทั้งหมดได้กระจัดกระจายมลายหายสิ้น สมองที่เคยสั่งการได้อย่างว่องไว บัดนี้กลับทึบตัน คิดอะไรไม่ออกแม้แค่เพียงว่าเวลานี้จะนั่งหรือจะยืน ความสับสนเข้าครอบงำ ในจิตใจเบื้องลึกทำได้แค่เพียงภาวนาให้ตัวเองตื่นจากความฝันนี้ที ใครก็ได้ ได้โปรดปลุกข้าพเจ้าจากนิทราและฝันร้ายนี้ทีเถิด

หลังจากที่ผมแน่นิ่งไปได้พักใหญ่ เสียงจากปลายสายโทรศัพย์ที่ยังคงเรียกชื่อของผมยังดังอยู่ เสียงจากเพื่อนที่โทรมาบอกข่าวร้ายที่สุดเท่าที่ผมเคยได้รับในชีวิต

ผมไม่สนใจสิ่งใดอีกต่อไปแล้วในเวลานั้น หลังจากวางสายเพื่อนคนนั้นไป ในใจคิดเพียงว่านี่คงเป็นเรื่องล้อเล่นน่า เพื่อนมันแกล้งผมน่า ทุกสิ่งทุกอย่างที่ผมได้ยินเมื่อครู่เป็นการอำ ใช่ มันต้องเป็นการอำกันแน่ๆ

ผมตัดสินใจโทรหาเพื่อนสนิทของเธอ เสียงที่ผมได้ยินนั้นทำให้ผมถึงกับช็อกไม่ได้สติอีกครั้ง เสียงร้องไห้สอึกสอื้น พร้อมทั้งคำพูดที่ผมไม่อยากได้ยินแม้เพียงครั้งในชีวิต

พี่! หมวยเสียแล้ว.............

หลังจากผ่านช่วงเวลาแห่งความเศร้าโศกเสียใจ กาลเวลาล่วงเลยไป สิ่งเลวร้ายที่เกิดขึ้นกับผมและเธอในวันนั้น กลับกลายเป็นประสบการณ์เตือนใจว่า ชีวิตนี้มีค่ายิ่ง หากเรารักใครแล้วไม่ควรปกปิดความรู้สึกดีๆ ไว้ เราควรเปิดเผยมันออกมา ก่อนที่มันจะสายเกินไป เหมือนเรื่องราวที่เกิดกับผมในช่วงเวลานั้น

เธอจากไปแล้ว โดยที่ไม่มีโอกาสได้ยินแม้คำว่า ผมรักคุณ เพียงสักครั้งในชีวิต

-2-

สามปีก่อน เสียงแล่นฉิวๆ และแสงไฟจากรถบนถนนขนาดหกเลน สาดส่องเข้ามาเป็นระยะๆในห้องเบื้องหน้าด้านที่ผมนั่งอยู่ มองผ่านกระจกหน้าต่างด้านซ้ายมือของผมแสงแดดยามเย็นเป็นสีส้มที่ส่องลงมาเบื้อล่าง ทำให้ทุกอย่างแลดูเป็นสีส้มไปหมด ท้องฟ้าที่มีเมฆประปรายเป็นกลุ่มก้อนเล็กๆ กลุ่มเมฆที่ราวกับถูกย้อมสีด้วยแสงสีส้มกระจายทั่วท้องฟ้า

ผมนั่งทำงานอยู่ในออฟฟิศเล็กๆ แห่งหนึ่งใจกลางเมืองหลวง เมืองที่ผู้คนต่างดิ้นรนขวยขวายเข้ามาเพื่อแสวงหาความสำเร็จ และความอยู่รอด เพราะเมืองนี้มีงานมากมายหล่อเลี้ยงชีวิตหลายหลาก เมืองที่ไม่เคยหลับไหล เมืองที่ดูมีชีวิตชีวาตลอดกาล

ด้านหลังของผมเป็นโต๊ะทำงานอีกตัว ที่มีเพื่อนร่วมงานนั่งทำงานอยู่ ออฟฟิศนี้มีเพียงผมและเพื่อนสองคนเท่านั้น ออฟฟิศงานอิสระที่มีเจ้าของเป็นถึงระดับหัวหน้าในกรมที่ดิน งานส่วนใหญ่จึงเกี่ยวกับการจัดผัง ทำมาสเตอร์แปลน และผังยื่นขออนุญาตทำการจัดสรร ของโครงการต่างๆ ทั่วประเทศ

ริมหน้าต่างด้านขวามือมีโต๊ะไม้ขนาดใหญ่วางโทรทัศน์ขนาดยี่สิบเอ็ดนิ้วอยู่ เสียงของผู้อ่านข่าวดังก้องทั่วห้องสี่เหลี่ยมขนาดเล็ก ที่เปิดแอร์เย็นเฉียบ ซึ่งต่างกับอากาศภายนอกโดยสิ้นเชิง หลายครั้งหลายคราที่ผมเกือบจะไม่สบายเพราะการปรับตัวระหว่างอากาศภายนอกห้องที่ร้อนระอุ กับอากาศภายในห้องที่เย็นเฉียบ เวลาที่เปิดประตูเข้ามาในออฟฟิศจึงรู้สึกราวกับเปิดประตูสู่อีกโลก

หลังจากที่แสงแดดที่สาดส่องเมื่อครู่ถูกกลืนกินด้วยความมืด เสียงเพลงจากโทรศัพย์มือถือของผมดังขึ้น หน้าจอปรากฏชื่อ MY HOME เป็นเบอร์บ้านผมเองที่ผมเมมไว้ในชื่อ MY HOME นั่นเอง ผมรีบกดรับโดยไม่รังเลแม้แต่น้อย เสียงปลายสายนั้นเป็นเสียงของแม่ผมนั่นเอง

มีไรเหรอแม่ผมสังหรใจแปลกๆ ว่าอาจจะเป็นเรื่องไม่ดี

อาเตินเสียแล้ว แม่ผมกล่าวโดยไม่มีการเกริ่นนำแต่อย่างใด

อ๊าว! เป็นไรอ่ะ ผมถามกลับด้วยใจนึงก็แทบไม่อยากเชื่อ เพราะอาคนนี้ไม่ได้ป่วยไข้แต่อย่างใด ร่างกายยังคงแข็งแรงเดินเหินได้สะดวก ด้วยวัย 42 ไม่น่าจะเป็นไรได้ง่ายๆ

ถูกยิง เมื่อตอนเย็นนี้เอง ลองเปิดข่าวดูดิ ช่อง ITV นะ

ผมรีบลนลานไปที่ทีวี กดเปลี่ยนช่องด้วยมือที่สั่นเทาเพราะความรู้สึกราวกับอยู่ในความฝัน ภาพที่ผมได้เห็นต่อหน้าต่อตา เป็นภาพของ ผู้ชาย แน่นอนเป็นผู้ชาย ใส่กางเกงขาสั้นรองเท้าแตะ เสื้อยืด นอนหงายและมีหนังสือพิมพ์ปิดที่ใบหน้า รอบๆมีคนมุงดูอยู่มากมาย แต่มีเพียงหนึ่งหนึ่งคนที่สะดุดตาผมอย่างจัง มีผู้หญิงอยู่คนนึงยืนร้องไห้ ในมือถือผ้าเช็ดหน้าอยู่ อาผู้หญิงของผมนั่นเอง

ผมตะลึงกับภาพที่อยู่เบื้องหน้า เสียงบรรยายจากผู้ประกาศข่าวยังคงดังลั่นห้องแต่สติของผมตอนนั้นกลับกระจัดกระจายจนมิอาจจะรับรู้รายระเอียดได้เลย ผมรู้สึกมึนงงทำอะไรไม่ถูก มือขวาที่กำโทรศัพย์มือถือที่คุยกับแม่อยู่ไร้ซึ่งเสียงตอบรับ เวลาผ่านไป ผ่านไป และผ่านไป ผมตั้งสติอีกครั้ง เพื่อที่จะเอ่ยขึ้นถาม

เกิดอะไรขึ้นน่ะ แม่

แม่ก็ไม่แน่ใจ เห็นเค้าบอกว่า อาไปเล่นไพ่ที่บ่อน ได้เงินมาเพียบ คนที่เห็นเหตุการณ์บอกว่า เห็นทะเลาะกันกับผู้ชายสองคนที่ขี่มอเตอร์ไซค์ตามอามา สักพัก ก็ชักปืนมายิงเลย

เป็นอีกครั้งในชีวิตที่ผมสูญเสียบุคคลอันเป็นที่รักไป ถึงแม้ผมจะไม่ได้สนิทสนมกับอามากนัก แต่ผมก็อดใจหายไม่ได้กับสิ่งที่จะเกิดขึ้นหลังจากที่อาเสีย ลูกสาวของอาจะอยู่อย่างไรเมื่อขาดพ่อ ไหนจะอาผู้หญิงอีกล่ะ สูญเสียเสาหลักสำคัญของครอบครัวไปทั้งคน ต่อไปนี้คงจะทำมาหากินลำบากแน่นอน อาผู้ที่จากไปแล้วก็คงไม่อาจจะรับรู้ได้ว่าหลังจากนี้สองชีวิตที่เหลืออยู่จะเป็นไปในทิศทางใด หรือหากแม้อา จะสามารถรับรู้ได้ แต่ก็คงไม่อาจสามารถทำอะไรได้มากกว่าการเฝ้าดูเท่านั้น

สิ่งที่หลงเหลืออีกอย่างคือความทรงจำที่มีอา และการกล่าวขานถึงช่วงเวลาที่เคยพบเจออาเมื่อยามที่มีชีวิตอยู่ของคนที่มางานศพอาเท่านั้น ขออาจงหลับให้สบาย สิ่งที่จะเกิดขึ้นต่อไปนี้ จะดีหรือร้ายเพียงใด มันก็คงจะเป็นไปตามวิธีของมันเอง

-3-

สองปีก่อน ท่ามกลางอากาศอันร้อนระอุของช่วงเดือนพฤษภาคม แม้ในยามวิกาลความร้อนก็มิได้สูญสลายไปพร้อมกับแสดแดดแต่อย่างใด โชคดีที่ห้องพักของผมนั้นเจ้าของบ้านท่านติดแอร์ แม้จะสามารถหลบหลีกจากความร้อนของอากาศภายนอกได้ แต่ก็ก็มิอาจหลีกหนีจากเสียงรถพ่วงและรถขนาดใหญ่ที่วิ่งอยู่บนถนนที่กว้างขนาดแปดเลน ซึ่งอยู่ห่างกับกำแพงบ้านที่ผมพักอาศัยอยู่ไม่เกินสิบเมตร ขณะนั้นเวลาประมาณตีสี่ คงเป็นเพราะกฏหมายห้ามรถบรรทุกวิ่งในตอนกลางวันกระมัง รถขนาดใหญ่จึงอาศัยช่วงเวลานี้ ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ราวกับถูกสิ่งที่คนเราเรียกว่ากฏกฏหมายจำกัดไว้ในกรอบของฏกเกณฑ์ เป็นช่วงเวลาแห่งการทำการส่งสินค้าต่างๆ เข้าไปยังตัวเมือง

เสียงกรนของเพื่อนร่วมห้องทั้งสองคนยังคงดังสลับกัน ได้พักใหญ่แล้ว ซึ่งเป็นเรื่องปกติของคนที่เหน็ดเหนื่อยจากการทำงานมาทั้งวัน เเต่มีเวลานอนเพียงวันละสี่ห้าชั่วโมง แน่นอนเป็นเรื่องที่ไม่น่าแปลกหากจะนอนกรน คงเพราะร่างกายที่ต้องการการพักผ่อนมากกว่านี้กระมัง

ท่ามกลางบรรยากาศแห่งความเงียบสงบที่ดูเหมือนว่าจะกลับมาเพียงสั้นๆอีกครั้ง เสียงโทรศัพย์มือถือของเพื่อนผมก็ดังขึ้น ผมต้องตกใจตื่นขึ้นด้วยความงุนงง และสังหรครั้งรุนแรงที่สุดเท่าที่เคยมี เบอร์ที่โชว์อยู่ที่หน้าจอเป็นเบอร์ของอาผู้หญิง ซึ่งเป็นน้องแท้ๆของพ่อผม คงเพราะมือถือผมแบตหมดผมเลยปิดเครื่องชาร์จกระมัง อาจึงโทรเข้าที่เครื่องเพื่อนผม

หลังจากรับโทรศัพย์ได้ซักพัก เพื่อนผมก็ส่งมือถือให้ผมบอกว่ามีธุระสำคัญ ผมนั่งคิดอยู่พักใหญ่ ว่าจะรับดีใหมเพราะในยามนี้ บวกกับเบอร์โทรศัพย์ที่โชว์อยู่ต่อหน้าตอนนี้ ผมเกรงว่าคงไม่ใช่เรื่องดีอีกแน่นอน ผมใช้ความกล้าที่เหลือเพียงน้อยนิด เอาหูแนบกับมือถือ

ฮัลโหล

เสียงสะอึกสะอื้นที่ปลายสาย ทำให้จิตใจผมแทบกระเจิง บวกกับคำพูดที่แทรกมากับเสียงสะอึกสะอื้นในคืนนั้น ยังคงดังก้องอยู่ในหูของผมไม่มีวันลบเลือน

น้องเสียแล้ว เสียงพูดปนกับร้องไห้ของอา

ผมถามด้วยความสลดและหดหู่ยิ่ง ทำไม เกิดอะไรขึ้นครับอา

รถชนน้องเมื่อตอนตีหนึ่ง รีบกลับมาบ้านนะ คำพูดของอาเริ่มฟังไม่รู้เรื่อง ก่อนที่จะวางสายไปราวไม่บอกกล่าวอะไรอีกเลย

เวลาผ่านไปพักใหญ่หลังจากที่ผมนั่งพินิจเรื่องที่เกิดขึ้น ในใจภาวนาให้ใครก็ได้มาปลุกผมจากความฝันอันโหดร้ายเช่นนี้ที แต่ความจริงก็คือความจริง บางครั้งแม้มันจะเจ็บปวดเพียงใด เราก็ทำได้แค่เพียงยอมรับและยิ้มเยาะให้กับมันเท่านั้น

อีกทั้งเหตุการณ์ครั้งนี้ก็เป็นครั้งสำคัญที่ทำให้ผมเชื่อเรื่องลางสังหรอย่างสนิทใจ

คืนก่อนนี้ ในความฝันของผม อุโมงมืดสีดำ และหมุนวนลงไปยังเบื้องล่าง ซึ่งมองไม่เห็นปลายทางของอุโมงนั้น ราวกับอยู่ใจกลางของพายุเฮอร์ริเคน ภาพที่ปรากฏในอุโมงนั้นเป็นใบหน้าของน้องชายผม เสียงร้องเรียกว่าช่วยด้วยที่ดังกึงก้อง ช่วยด้วย ช่วยด้วย จากนั้นใบหน้านั้นได้จางหายไปในอุโมงสีดำที่ดูมืดหม่นนั้น

ผมตื่นขึ้นด้วยในใจที่ค่อนข้างวิตกว่าจะเกิดเรื่องไม่ดีกับน้องเรารึป่าว ผมคิดในใจว่าจะโทรไปหาน้องเล่าเรื่องความฝันให้ฟังเพื่อให้น้องระวังตัวบ้าง แต่ก็ได้แค่เพียงคิดเท่านั้น วันนั้นเป็นวันที่งานของผมเยอะมากผิดปกติ ทำให้เวลาทั้งวันผมต้องสูญเสียไปให้กับการทำงาน พอทำงานเสร็จ เลิกงานก็เหนื่อยเกินไปแล้วจิตใจก็มุ่งไปแค่เพียงที่นอนเท่านั้น จึงพลาดเรื่องสำคัญและโอกาสที่ผมมิอาจจะคิดว่าจะเป็นเพียงครั้งเดียวในชีวิต

ก่อนวันนี้ประมาณหนึ่งอาทิตย์ ขณะที่ผมนั่งทำงานอยู่ที่ออฟฟิศ เสียงโทรศัพย์ของผมดังขึ้น ผมสะดุ้งราวกับถูกปลุกให้ตื่น เพราะจิตใจจดจ่ออยู่ที่ หน้าจอคอมพิวเตอร์ และงานเอกสารกองพะเนินที่สุมหัวอยู่ ที่หน้าจอมือถือ ปรากฏชื่อของน้องชายของผม OFF ใช่แน่นอน ผมเมมชื่อ น้องไว้ว่า OFF ผมกดรับทันทีโดยไม่ลังเล พร้อมกับลุกออกจากที่นั่ง เปิดประตูไปที่โถงบันได เหตุเพราะแถวที่นั่งไม่มีคลื่นมือถือ หรือหากมีคลื่นก็คงคุยไม่รู้เรื่อง เพราะเสียงจะขาดหายไปเป็นช่วงๆ

หลังจากสนทนาไปพักใหญ่ก็ทราบได้ว่า ตอนนี้น้องผมมาเที่ยวกรุงเทพฯ กับแฟนสาว และจะไปพักกันที่บ้านอาซึ่งอยู่แถว บางนา ที่น้องผมมาเที่ยวเพราะเบื่อโคราชกระมัง หลังจากนั้นผมต้องวางสายเหตุเพราะต้องรีบเคลียงานให้เสร็จสิ้น

ประมาณสองชั่วโมงต่อมาผมโทรกลับไปหาน้อง ด้วยคิดว่าน้องน่าจะยังคงอยู่แถวๆ หมอชิต ในใจผมกะว่าเลิกงานแล้วจะชวนน้องไปกินก๋วยเตี๋ยวเรือเจ้าประจำที่อนุสาวรีย์ แต่ปรากฏว่าน้องผม ไปถึงบ้านอาที่บางนาเรียบร้อยแล้ว นั่นคงเป็นการโทรศัพย์คุยกันครั้งสุดท้ายระหว่างผมกับน้องชาย ซึ่งคงไม่มีใครคาดคิดว่าจะเป็นเช่นนั้น ใช่ ผมเองก้เช่นกัน

ก่อนหน้านี้ประมาณสองเดือนกว่า น้องผมหนีออกจากบ้านเหตุเพราะการชอบเที่ยวกับเพื่อนฝูง ในเวลากลางคืน กลับบ้านดึกๆดื่นๆ พ่อจึงต้องการจะดัดนิสัยด้วยการคล้องกุญแจล็อกบ้าน แต่ใครจะรู้ว่านั่นจะเป็นครั้งสุดท้ายที่น้องจะไม่มีวันหวนคืนมาอีก

ตอนที่น้องไม่ได้อยู้บ้าน หลายครั้งที่ผมอยาก ส่งเงินให้น้องใช้ขณะที่อยู่นอกบ้านเช่นนั้น แต่กลับต้องทำใจแข็งด้วยความที่ว่า อยากให้น้องกลับไปอยู้บ้านมากกว่า ผมจำได้ว่าครั้งสุดท้ายที่ผมให้เงินน้องใช้คือ ช่วงปีใหม่ แบงค์ห้าร้อยถูกดึงออกจากกระเป๋าสตางค์ของผม ก่อนที่จะถูกส่งถึงมือคนที่ผมรักมากคนนึง

ขอให้น้องจงหลับให้สบายนะ หากชาติหน้ามีจริง เกิดชาติหน้าฉันใดก็ขอให้เราได้มาร่วมทุกข์ ร่วมสุขกันอีกครั้งนะ

จากเหตุการณ์ที่ผ่านมาในชีวิตหลายๆครั้ง ประสบการณ์ที่ผมได้พบเรื่องราวร้ายๆ ส่งผลให้ผมกลายเป็นคนที่จะวิตกจริตที่สุดกับการรับโทรศัพย์ของบรรดาญาติๆ ไม่เพียงแค่ในยามวิกาล แต่ในเวลาปกติหากมีเบอร์ น้า หรือ อา โทรมาผมก็รู้สึกไม่อยากรับสาย แม้แต่น้อย

ทุกครั้งที่มีเบอร์ญาติๆ แสดงขึ้นในจอมือถือ ผมก็จะเกิดอุปทาน ไปในทางที่ไม่ดีก่อนเสมอ แม้หลังจากนั้นจะเป็นเรื่องดีหรือไม่ก็ตาม

และหลายต่อหลายครั้งที่ผมต้องนั่งทำใจเพื่อที่จะฟังช่าวที่อาจจะไม่ดีเท่าไร่ ก่อนที่จะกดรับสายจากอุปกรณ์สื่อสารสมัยใหม่ กำแพงไฟฟ้า ผมเคยคิดจะเรียกมันเช่นนั้น เหตุผลที่จะอธิบายน่ะหรือ เพราะมนุษย์เราสามารถจะคุยกันได้ทุกที่ทุกเวลาน่ะสิ แต่ที่ไม่ทำ ไม่โทร เพราะรู้สึกในส่วนลึกๆ ว่ามีเพียงแค่ชะโงกผ่านกำแพงก็สามารถคุยกันเมื่อไหร่ก็ได้ ซึ่งส่งผลให้เกิดการผลัดวันประกันพรุ่ง คำว่า เดี๋ยวค่อยโทรก็ได้น่า กลับถูกใช้บ่อยขึ้น ความสำคัญของคนที่รักในครอบครัวจึงถูกบั่นทอนลง นี่เพียงคำอธิบายสั้นๆ เท่านั้น ของคำว่า กำแพงไฟฟ้า

ความคิดเห็น

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

ร้านอาหารอร่อยแถวศาลาว่าการ กทม.

2017.04.15 ร้านอาหารบ้านไม้ชายน้ำ