Civilication :20100511
24 September 2006
เช้าวันหนึ่งกลางเมืองใหญ่ บรรยากาศของหน้าฝนที่ดูอึมครึม ท้องฟ้าสีเทาราวกับเม็ดฝนจะโปรยปรายลงมาได้ทุกวินาที อากาศเย็นยะเยือกพัดผ่านเข้ามาทางประตูเป็นระยะๆ ผมนอนอยู่บนที่นอนในห้องพักชั้นสามของอพาร์ทเม้นต์แห่งหนึ่งใจกลางเมือง ในสภาพที่เพิ่งเริ่มรู้สึกตัวจากการนิทราได้เพียงไม่กี่นาที เมื่อคืนนี้เรานอนกี่ทุ่มนะจำไม่ได้แล้ว สิ่งสุดท้ายที่จำได้ก่อนที่หนังตาจะปิดลงคือ ผมนอนอ่านหนังสือพ็อกเก็ตบุ๊คสีเหลืองอ่อนเล่มนึง เนื้อเรื่องเหมือนจะเป็นนิยายสยองขวัญกึ่งสืบสวน หันไปดูข้างๆหนังสือเล่มนั้นยังคงวางอยู่ข้างหมอนในสภาพที่ปิดอย่างเรียบร้อย พร้อมกับที่คั่นหนังสือสี่เหลี่ยมผืนผ้าแผ่นเล็กๆ เมื่อคืนนี้ ก่อนนอนผมคงเอาที่ขั้นหนังสือเสียบหน้าสุดท้ายที่อ่าน แล้วปิดหนังสือ ก่อนที่จะเดินไปปิดไฟที่ปลายเตียง ในขณะที่ผมกำลังจะหลับต่อด้วยความเหนื่อยล้าที่ยังคงเกาะอยู่เหมือนเป็นเงาตามตัว ราวกับทุกสิ่งทุกรอบๆตัวอย่างจะดูเงียบงันมีเพียงเสียงนกร้อง จิ๊บๆถ้านับจากเสียงคงมีเพียงสองสามตัว อืมมม.. ไม่มากไปกว่านี้แน่นอน เสียงของธรรมชาติที่ทำให้รู้สึกเหมือนอยู่ท่ามกลางพฤษาป่าเขาลำเนาไพร อันแสนสงบร่มรื่น อากาศที่เย็นสบายเหมาะแก่การพักผ่อนอย่างยิ่ง ครู่นึงต่อมาหนังตาของผมเริ่มจะปิดลงอย่างช้าๆ พร้อมๆกับเสียงแห่งความวุ่นวายของความเป็นเมืองที่ฟังดูเหมือนจะค่อยๆเริ่มต้นขึ้นอีกครั้ง รถที่วิ่งอยู่บนถนน เพียงแค่ได้ยินเสียงก็รู้ทันทีว่ายิ่งเวลาผ่านไปนานเท่าไหร่ก็เริ่มจะยิ่งหนาแน่นขึ้นเรื่อยๆ เสียงเครื่องยนต์จากรถหลอมรวมกัน ฟังดูประดุจเหมือนประสานเสียงกันเพื่อรบกวนโสดประสาทโดยเฉพาะ อีกทั้งยังเสียงผู้คนพูดคุยกันจอแจจากทางเท้าเบื้องล่าง ที่แคบจนสามารถเดินสวนกันได้เพียงสองสามคน เสียงพ่อค้าแม่ค้ารถเข็นข้างทางร้องเรียกลูกค้าด้วยน้ำเสียงแหลมคมและสดใส เหมาะแก่เวลายามเช้ายิ่งนัก ถึงแม้วันนี้จะไม่ใช่วันทำงานของผมแต่บรรยากาศรอบข้างตอนนี้ไม่ต่างจากวันอื่นๆ หนังตาที่ปิดลงไปเมื่อครู่เหมือนถูกกระตุ้นจากสิ่งรอบตัวที่รุมเร้าส่งเสียงราวกับจะปลุกผมจากนิทรา หนังตาของผมมิอาจจะปิดได้อีกต่อไป ลืมตาตื่นขึ้นมาดูนาฬิกาจากมือถือที่วางอยู่บนหัวเตียง ทำให้ผมต้องตกใจเมื่อมองเห็นตัวเลขที่แสดงอยู่บนหน้าจอ เห้ย! นี่มันเที่ยงแล้วนี่หว่า ความเมื่อยล้าเมื่อครู่ถูกเปลี่ยนเป็นความกระตือรือร้นอย่างฉับพลันเพียงแค่ได้ล่วงรู้เวลาปัจจุบัน ปกติแล้วผมจะไม่ตื่นสายขนาดนี้ แต่วันนี้ตื่นซะสายโด่งขนาดนี้ สาเหตุอาจจะเป็นผลที่มาจากการที่เรากินยาแก้ไข้ไปก่อนที่จะมานอนอ่านหนังสือบนเตียง เวลาล่าสุดที่จำได้น่าจะประมาณ ห้าทุ่มครึ่ง ผมไม่รู้ว่าอ่านหนังสือไปนานสักเท่าไหร่ แต่วันนี้ตื่นสายมากเป็นประวัติศาตร์ ผมรีบดีดตัวจากที่นอนที่หนานุ่มและผ้าห่มที่พันรอบตัวเหมือนกับปอเปี๊ยสด จากนั้นรีบพาตัวเองเข้าไปล้างหน้าล้างตาแปรงฟันที่ห้องน้ำ เพื่อให้ความสดชื่นแจ่มใสในยามเช้าที่ไม่ค่อยเช้าเท่าไหร่แล้วในยามนี้กลับคืนมาสู่ร่างกายของผมอีกครั้ง หลังจากที่ออกมาจากห้องน้ำพร้อมกับกลิ่นเมนทอล จากยาสีฟันที่ติดอยู่ที่ริมฝีปากหลังจากแปรงฟันล้างหน้าเสร็จ เดินไปเปิดโทรทัศน์ดู ทำไมรายการโทรทัศน์เมืองไทยมีแต่รายการเกมส์โชว์ ว๊า น่าเบื่อชะมัดเลย แต่ก็นั่งดูเพราะไม่รู้ว่าจะทำอะไรในวันหยุด คิดถึงพรุ่งนี้ต้องทำงานอีกวันเลยไม่อยากจะนอนต่อเพราะเวลาที่จะทำอะไรๆคงเหลือน้อยลงทุกที ชีวิตเหมือนนับเวลาถอยหลังเพื่อถึงวันทำงาน อีกทั้งไหนจะเสียงจากรถ จากผู้คน จากพ่อค้าแม่ขายที่ต่างก็รบกวนโสดประสาทไม่แพ้กัน หากนอนต่อคงไม่อาจทำได้แน่นอน หลังจากดูรายการทีวีได้ซักพักก็ชักเริ่มเบื่อกับรูปแบบรายการเดิมๆ ซ้ำๆกัน ผมเดินไปปิดทีวี สายตาเหลือบไปที่ตู้ข้างโทรทัศน์เห็นแก้วใบหนึ่งลักษณะกลมๆ พื้นผิวคล้ายมีกระเบื้องโมเสกแต่แผ่นเล็กกว่าหลายเท่า มีสีขาว น้ำเงินแดง และสีม่วง แปะติดอยู่เป็นลวดลาย หากมองไกลๆ คล้ายจะเป็นรูปหัวใจ สองด้าน มีช่องว่างที่เว้นไว้เป็นแก้วใสๆมองเห็นด้านในของแก้ว มีปากกาสามด้ามที่ผมเอาไปใส่ไว้ตั้งแต่เมื่อวันก่อนที่ผมได้รับของสิ่งนี้มาจากผู้หญิงคนนึง รู้สึกว่าลวดลายต่างๆที่ปรากฏอยู่บนแก้วจะเป็นฝีไม้ลายมือจากผู้หญิงคนนี้ซึ่งตั้งหน้าตั้งตาทำมันขึ้นมาด้วยใจ ทำให้ของสิ่งนี้ดูมีค่ามากสำหรับผมถึงราคาจะไม่เท่าไหร่ แต่ก็คงเหมือนกับที่ใครๆเค้าว่ากันว่า “สิ่งของจะมีค่าก็เมื่อถูกกำหนดว่าใครเป็นผู้ให้ และใครเป็นผู้รับ”
เวลาผ่านไปพักใหญ่ขณะที่ผมพินิจพิจารณาของสิ่งนั้นอยู่ ความง่วงก็เริ่มเข้าครอบงำจิตใจเบื้องลึกอีกแล้ว ไม่เอาเราจะนอนไม่ได้อีกแล้ววันนี้ ตัดสินใจไปอาบน้ำดีกว่า เพราะล้างหน้าแปรงฟันอย่างเดียวคงไม่ทำให้สดชื่นขึ้นมาเท่าไหร่หรอก พื้นกระเบื้องห้องน้ำที่แห้งผากเพราะไม่ได้ใช้งานมาทั้งคืนกับอีกครึ่งวันขณะนี้ถูกหยดน้ำจากสายฝักบัวทำให้เปียกชุ่มอีกครั้ง บางครั้งผมก็นึกแปลกใจว่าทำไมถึงเรียกสิ่งนี้ว่าฝักบัวนะ หรือหน้าตาละม้ายคล้ายคลึงฝักบัว คนสมัยก่อนซึ่งไม่รู้ว่านานแค่ไหนแล้วเลยเรียกว่าฝักบัว แต่ช่างมันเหอะต่อให้คิดจนหัวแตกก็คงไม่ได้คำตอบขึ้นมา พออาบน้ำเสร็จเปิดประตูห้องน้ำออกมาพบว่าอากาศภายในกับภายนอกห้องน้ำ ต่างกันพอสมควร แถมยังมีลมที่พัดเข้ามากระทบร่างกายที่เปียกโชกจากการอาบน้ำเมื่อครู่ ส่งผลให้ร่างกายสั่นเล็กน้อยด้วยความเย็นยะเยือก ต้องรีบเช็ดตัวอย่างรวดเร็วเพราะถ้าปล่อยไว้นานกว่านี้ร่างกายอาจจะสูญเสียความร้อนมากไป ทำให้ไม่สบายขึ้นมาอีกได้ หลังจากที่เดินตากฝนกลับห้องเมื่อวันก่อนทำให้เมื่อวานรู้สึกไม่ค่อยสบายเท่าไหร่ พอตัวแห้งแล้วก็รีบใส่เสื้อยืดกางเกงยีนตัวโปรดเพราะมีเพียงแค่ตัวเดียว จากนั้นก็เก็บเสื้อผ้าที่ใส่แล้วออกมาจากตู้เสื้อผ้า ในสภาพที่กองพะเนินเทินทึกกัน ผมเริ่มคัดเสื้อผ้าเพื่อที่จะแยกซัก ผ้าสีอ่อนกับผ้าสีเข้มแยกคนละกองกัน อีกทั้งยังมีกองผ้าสีตกที่ต้องคอยระวังไม่ให้ไปรวมกับเสื้อผ้าชุดอื่นๆ จากนั้นเดินไปเอากะละมังพลาสติดสีฟ้าที่ซื้อมาได้ไม่นานวางลงในห้องน้ำ เทผงซักฟอกใส่ เติมน้ำโดยใช้สายชำระฉีด เพราะน้ำที่ออกมาจากสายชำระนั้นค่อนข้างแรง ทำให้มีฟองเยอะ เวลาที่เราซักผ้าแล้วมีฟองเยอะๆ จะรู้สึกว่าผ้าที่ซักนั้นสะอาดหมดจด แต่ความจริงเคยได้ยินผู้เชี่ยวชาญ(ไม่รู้เชี่ยวชาญเรื่องผงซักฟอกหรือป่าว) หลายท่านได้บอกไว้ว่า “ความสะอาดนั้น ไม่เกี่ยวกับฟองที่ฟูฟ่อง” แต่ผมก็ยังเชื่อมั่นในฟองอยู่ดี หลังจากที่สร้างฟองจากผงซักฟอกอย่างพอใจแล้วก็เอาเสื้อสีอ่อนลงไปแช่ก่อนกะว่าจะกลับมาซักทีหลัง ผมก้าวท้าวออกจากห้องน้ำอย่างเชื่องช้าเหมือนไร้เรี่ยวแรง ขณะนั้นเองเสียงที่ยังคงติดอยู่ในความทรงจำที่ไม่อาจจะรู้ลืม เสียงที่ผมจะต้องได้ยินทุกเมื่อเชื่อวันยกเว้นเพียงวันนี้เท่านั้นที่ยังไม่ได้ยิน ผมรีบวิ่งไปที่ต้นกำเนิดเสียงนั้นอย่างรวดเร็วด้วยความแตกตื่น ผมยื่นมือไปจับต้นกำเนิดเสียงที่มีลักษณะแท่งสี่เหลี่ยมผืนผ้าตันๆ สีเขียว ขนาดพอดีมือนั้นด้วยความเร็ว ราวเสี้ยววินาทีใช้มือกดที่ปุ่มๆ นึงอย่างรวดเร็วพร้อมยกต้นกำเนิดเสียงนั้นแนบหู และพูดว่า “ฮัลโหล”
เสียงที่ปลายสายนั้นเป็นเสียงผู้หญิงคนนึงที่ไม่ได้ยินมานานพอสมควร จำได้ว่าหลังจากเรียนจบแล้วก็ไม่ได้พบเจอกันอีกเลย เป็นเวลากี่ปีแล้วนะ สอง ไม่สิ น่าจะสามได้แล้ว แต่นานๆ ก็ยังโทรติดต่อถามทุกสุขกันบ้าง
“อาร์ท เมื่อไหร่จะเอาหมูยอมาให้เราซักที” ผมรู้สึกใจหายทันทีที่ได้ยินคำถามของเธอดังขึ้น เห้ย! นี่เราลืมสนิทเลยว่าต้องเอาหมูยอไปให้ หมูยอที่เอามาจากบ้าน เมื่อสองอาทิตยก่อนผมมีโอกาสกลับบ้านที่โคราช ผมได้โทรถามเธอและเธอก็ฝากซื้อหมูยอที่บ้านผมทำเอง สิบอัน ขณะนี้หมูยอที่เอามายังคงนอนสงบนิ่งในตู้เย็นของผมอย่างครบครันไม่ขาดไม่เกิน หลังจากที่ผมแก้ตัวว่าช่วงนี้งานเยอะ ซึ่งเป็นคำแก้ตัวที่ใครๆก็ใช้กัน ก็พูดคุยกันซักพักใหญ่ตามภาษาเพื่อนที่ไม่ได้เจอกันมานาน สุดท้ายผมก็ตกลงจะเอาหมูยอไปให้เธอ จริงๆแล้วต้องเรียกเอาไปขายให้มากกว่า ผมบอกเธอว่าจะเอาไปให้ตอนเย็นๆนะ เราตกลงนัดหมายกันเป็นที่เรียบร้อย พร้อมทั้งข้อตกลงที่ผมจะต้องไปลงโปรแกรมแปลภาษาไทย-อังกฤษ ให้เธอที่ห้องอีกด้วยเหมือนเป็นการทำโทษที่ลืมเอาหมูยอไปให้
ผมดูนาฬิกาอีกครั้ง เวลาบ่ายโมงกว่าๆ ยังเหลือเวลาอีกนาน เดินไปเปิดทีวีเพื่อหวังว่าจะให้ทีวีเป็นเพื่อนแก้เหงา และจะได้ไม่เงียบเกินไปด้วย จากนั้นก็ไปจัดการเรื่องเสื้อผ้ากองโต ซักแล้วตาก ซักแล้วตาก ผ่านไปครบสามกอง รู้สึกชักจะเหนื่อย นึกขึ้นได้ เอ๊! วันนี้เรายังไม่ได้กินอะไรเลยนี่หว่า ผมเดินไปกดโทรศัพย์เพื่อโทรสั่งอาหารจากร้านอาหารตามสั่งข้างล่างขึ้นมากิน แน่นอนย่อมเป็นเมนูที่ผมสั่งประจำไม่มีเบื่อ จนถูกเรียกเป็นเมนูสิ้นคิดไปเลยก็ได้ไม่ผิด กระเพราหมูไข่ดาวผู้นี้นี่เอง ป้าที่ร้านอาหารก็คงจำได้แล้วว่าไอ้ห้องนี้มันสั่งแบบเดียว ไม่เคยสั่งอย่างอื่นเลย จนบางทีบอกแต่เลขห้องแกก็คงจำได้ว่าจะทำอะไรมาส่ง แต่เรื่องเวลาร้านนี้ค่อนข้างรอนานไม่รู้เพราะลูกค้าเยอะหรือ แกดึงเชง แต่เอาเหอะวะ เสือกขี้เกียจก็ต้องรอกินละกัน ผมกลับมานั่งดูทีวีได้สักพักใหญ่ เสียงเคาะประตูที่วันนี้เป็นเหมือนเสียงสวรรค์ทรงโปรดก็ดังขึ้น มาแล้วข้าวที่สั่ง เดินไปเปิดประตูจ่ายเงินรับกล่องข้าวมา เปิดห่อด้วยความหิวโหย ภาพหลังจากนี้คงไม่ต้อบรรยายเพราะอาจจะดูไม่ดีนัก หลังจากรับประทาน(แต่น่าจะเรียกว่าสะหวาปาม มากกว่า) อาหารมื้อเช้าเรียบร้อยหนังตาผมเริ่มหย่อนอีกครั้ง หนังท้องตึงเหมือนจะระเบิดออก คราวนี้แม้แต่เสียงกวนประสาทที่ผมเรียกว่าเสียงความเป็นเมืองก็ไม่อาจหยุดยั้งความง่วง ณ บัดนี้ได้ ผมสูญเสียความสามารถในการควบคุมตัวเองไม่ให้เดินไปที่เตียงได้อีกต่อไป ทิ้งตัวลงกับที่นอนหนานุ่ม พอหัวถึงหมอนหลับตาลง ความรู้สึกเหมือนถูกปิดสวิทยังไงยังงั้น วูป หายไปในพริบตา พร้อมกับเสียงทีวีที่ยังคงเปิดค้างให้บ่นพึมพัมเป็นเพื่อนยามหลับ............Zzzz Zzzzz
ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น